โรงเรียนบ้านหนองศาลเจ้า

หมู่ 5 บ้านหนองศาลเจ้า ต.เบิกไพร อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

032 720046

เรื่องเล่าแปลก ที่ไม่มีใครรู้

เรื่องเล่าแปลก ที่ไม่มีใครรู้ 

เรื่องเล่าแปลก

เรื่องเล่าแปลก ในโลกมีหลายประเทศแต่ละประเทศก็มีเรื่องเล่าของประเทศตัวเองและแน่นอนว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นบางครั้งก็เป็นเรื่องจริงบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องจริง บางเรื่องเล่ากันต่อๆ กันมาโดยที่ไม่รู้ที่มาหรือสถานที่หรือเวลาที่เกิดขึ้น บทความฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องเล่าแปลกที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยฟังมาก่อน ตอนที่2 มานำเสนอ แต่อย่างไรก็ดีเรื่องทั้งหมดนี้ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ

1.เจ้าสาวมังกร

เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นในประเทศนอร์เวย์ในช่วงยุคก่อนคริสต์ศักราช หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่านอร์เวย์ตั้งอยู่ติดกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่แต่ภายในหมู่บ้านนั้นก็มีเรื่องเล่าที่ทำให้เหล่าสาวๆ ต่างพากันหวาดกลัวถึงขั้นทำให้พวกเธอไม่อยากเติบโตกันเลยทีเดียว ว่ากันว่า ในสมัยนั้นมีฝูงมังกรกว่า 100 ตัวบินเข้ามายังหุบเขานอร์ที่ตั้งอยู่หลังหมู่บ้านนอร์เวย์มังกรนั้นมักจะมาทำลายข้าวสาลีที่ชาวบ้านปลูกไว้จนช่วงหนึ่งชาวบ้านไม่สามารถที่จะปลูกข้าวสาลีได้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ชาวบ้านขาดแคลนอาหารกันเลยทีเดียว เวลานั้นหัวหน้าหมู่บ้านจึงทนไม่ไหวเขาจึงเดินทางไปยังหุบเขานอร์เพื่อที่จะต่อรองกับมังกรเพื่อขอให้เหล่ามังกรนั้นไม่มายุ่งหรือทำลายข้าวสาลีของชาวบ้าน

เมื่อหัวหน้ามังกรได้ฟังเช่นนั้นเขาจึงเสนอให้ในทุกๆ 10 ปีให้หัวหน้าส่งหญิงสาวในวัย 18 ปีเพื่อมาแต่งงานเป็นเจ้าสาวของมังกร แม้จะเป็นข้อต่อรองที่ฝั่งชาวนอร์เวย์เสียเปรียบแต่หัวหน้าหมู่บ้านก็จำยอมที่จะตกลงเพื่อปกป้องไม่ให้ชาวบ้านนั้นอดอยากกัน เช่นนี้ในทุกๆ 10 ปีจะมีหญิงสาวถูกส่งไปยังหุบเขานอร์เพื่อเป็นเจ้าสาวมังกรและหลังจากนั้นหมู่บ้านนอร์เวย์ก็ปลอดภัยมาตลอด แม้เรื่องเล่านี้จะดูน่าหดหู่ไปแต่ทว่าความจริงแล้วผู้ที่แต่งเรื่องเล่านี้นั้นก็คือผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน เหตุผลที่ต้องแต่งเรื่องเล่านี้ก็เพื่อให้เหล่าหนุ่มสาวได้แต่งงานกันและมีลูกหลานเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในหมู่บ้านนั้นเอง

2. มนุษย์หิมะ

เรื่องเล่าที่แสนยาวนานของชาวมองโกเลีย ที่เล่าถึงมนุษย์หิมะตัวใหญ่ที่คอยปกป้องหมู่บ้านให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย เรื่องเล่านี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่หิมะถาโถมในหมู่บ้านมองโกประชาชนส่วนใหญ่ต้องอาศัยหลบพายุหิมะอยู่ภายในบ้านเพื่อป้องกันความหนาวเย็น เด็กๆ ต่างพากันกลัวเสียงพายุที่พัดถาโถมเข้ามาจนเกิดเสียงดังไม่หยุดตลอดทั้งวันทั้งคืน หิมะสีขาวปกคลุมไปจนทั่วพื้นที่ทำให้มองออกไปนอกหน้าต่างก็ไม่เห็นอะไรมีเพียงแต่พื้นสีขาว

จนกระทั่งคืนหนึ่งเสียฝีเท้าขนาดใหญ่กำลังเดินเหยียบย่ำพื้นหิมะจนทำให้บ้านของชาวบ้านสั่นสะเทือน รอยเท้านั่นทำให้หิมะที่กองนู้นอยู่บนหลังคาบ้านหล่นตกลงมาจนทำให้ชาวบ้านสามารถก่อไฟในเตาผิงได้ นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านเห็นร่างที่สูงใหญ่มีรูปร่างคล้ายคลึงกับตุ๊กตาหิมะกำลังเดินไปรอบๆ หมู่บ้านไม่นานพายุหิมะก็สงบลง และชาวบ้านก็สามารถออกไปหาของป่าและล่าสัตว์ได้ตามปกติ เรื่องเล่านี้อาจจะดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อยแต่ทว่าเรื่องเล่านี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อช่วยให้เด็กๆ ในหมู่บ้านไม่กลัวที่จะออกไปหาของป่าหรือล่าสัตว์ ทั้งนี้ยังแต่ขึ้นมาเพื่อทำให้เหล่าเด็กๆ เชื่อว่า “หากพวกเขาออกไปหาของป่าหรือล่าสัตว์และเจอพายุหิมะ พวกเขาก็จะปลอดภัยเพราะเจ้ามนุษย์หิมะจะมาปกป้องพวกเขานั้นเอง”

3. แม่มดสีน้ำเงิน

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องเล่าของประเทศอังกฤษ ในช่วงหนึ่งของประเทศอังกฤษซึ่งนั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกเป็นช่วงที่ชาวบ้านและประเทศอังกฤษนั้นกำลังบำรุงบ้านเมืองให้กลับมาเหมือนเดิมแต่ทว่าก็มีเรื่องเล่าหนึ่งเกิดขึ้นเรื่องเล่านั้นมีอยู่ว่า ในป่าลึกห่างออกจากตัวเมืองในป่าแห่งนั้นมีหญิงชราอยู่ผู้หนึ่ง หญิงชราอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กๆ แต่ทว่าหญิงชราคนนั้นแตกต่างออกไปจากมนุษย์ทั่วไป หล่อนมีสีผิวสีน้ำเงินดวงตาของเธอนั้นใหญ่โตกว่าปกติ จมูกนั้นก็ยาวมากเธออาศัยอยู่คนเดียวและไม่เคยออกมายังเมืองมาก่อนแต่ความน่ากลัวไม่ได้มีเพียงเท่านี้แท้จริงแล้วนั้นหญิงชราคนนั้นเธอเป็นแม่มด

เธอมักจะใช้กลิ่นหอมจากขนมปังล่อลวงเด็กๆ ให้ขึ้นไปยังภูเขาเพื่อที่จะกินเหล่าเด็กๆ ที่ขึ้นไปหากเด็กๆ คนไหนไม่อยากถูกแม่มดสีน้ำเงินกินจะต้องอยู่ช่วยงานพ่อกับแม่และพวกเธอก็จะปลอดภัย เรื่องเล่านี้อาจจะน่ากลัวแต่เหตุผลหลักๆ ของเรื่องเล่านี้มีว่า “ในช่วงหลังสงครามโลกจะมีโจรกลุ่มหนึ่งที่ชอบมาลักพาตัวเด็กๆ ไปเพื่อนำไปขาย พวกผู้ใหญ่จึงช่วยกันแต่งเรื่องแม่มดสีน้ำเงินเพื่อเล่าให้เด็กๆ ฟัง เมื่อเด็กๆ ฟังก็จะเกิดความกลัวและเมื่อเด็กๆ กลัวพวกเขาก็จะไม่ไปไกลหูไกลตาพ่อกับแม่และเด็กๆ ก็จะปลอดภัยจากกลุ่มโจรพวกนั้น”

4. เรือของมาเรีย

ในช่วงที่ผู้คนใช้การเดินเรือเพื่อค้าขายก็มีเรื่องเล่าแปลกๆ ที่เล่าต่อๆ กันมาเกี่ยวกับเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนไปทั่วท้องทะเลแต่มีเพียงหญิงสาวเพียงคนเดียวที่ขับเคลื่อนเรือลำนี้อยู่ เชื่อกันว่าหากใครที่ล่องเรือแล้วเห็นเรือของหญิงสาวคนนี้แสดงว่าเรือของพวกเขากำลังจะหลุดออกจากขอบโลกแล้ว เหล่าชาวเรือตั้งชื่อให้แก่เรือลำนี้ว่า “เรือของมาเรีย” พวกเขาเชื่อกันว่าเรือของมาเรียนั้นจะร่องมาใกล้กับเรือของชาวเรือเพื่อเตือนไม่ให้พวกเขาล่องเรือไปจนสุดขอบโลกและช่วยนำพวกเขากลับเขามาภายในท้องทะเลอีกครั้งนอกจากนี้ผู้ที่ได้พบเรื่องของมาเรียไม่เพียงแต่จะช่วยพวกเขาไม่ให้ตกขอบโลกแต่ยังช่วยไม่ให้พบกับพายภายในท้องทะเลด้วย

แต่แท้จริงแล้วเหตุที่เล่าเรื่องนี้ของพวกชาวเรือนั้นก็เพราะว่าในสมัยนั้นพวกเขายังเชื่อว่าโลกนั้นเป็นสี่เหลี่ยมอยู่หากใครล่องเรือไปจนถึงขอบโลกนั้นจะทำให้พวกเขาตกลงไปจากโลกและหายไปในที่สุดพวกเขาจึงแต่งเรื่องเรือของมาเรียขึ้นมาเพื่อทำให้คนที่ล่องเรือในยุคหลังๆ เมื่อพบสิ่งที่คล้ายเรือก็จะวนเรือกลับเข้ามาในมหาสมุทรอีกครั้งหนึ่ง เรื่องเล่าเรือของมาเรียนั้นยังถูกเล่าต่อๆ กันมาเพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจของลูกเรือเพื่อที่จะเดินเรือไปยังท้องมหาสมุทรได้อย่างมีกำลังใจ ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าหากใครได้พบเรือของมาเรียก็จะพบสมบัติที่กัปตันเรือขอมาเรียซ่อนไว้อีกด้วย